ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กลยุทธ์การปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ


กลยุทธ์การปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ  เป็นการปลูกผักไว้ทานเองในครอบครัว โดยไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงและวัชพืช  ซึ่งในสมัยนี้ผักที่วางขายตามท้องตลาดมีสารเคมีตกค้างค่อนข้างมาก  ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค   การปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักปลูกพืชผักไว้กินเองจะช่วยประหยัดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครอบครัวสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวง
             ช่วงปัจจุบันสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคอย่างมาก  รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย   ผู้ปกครองไปรับจ้างต่างจังหวัดทิ้งลูกอยู่บ้านกับตายายรอรับเงินช่วงสิ้นเดือน   ซึ่งเป็นมูลเหตุทำให้เด็กไม่รู้จักวิธีการทำงาน  วิธีเพิ่มรายได้ในครอบครัว
กิจกรรมการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษในโรงเรียนจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนวิธีการปลูกการดูแลรักษาโดยไม่ใช้สารเคมี  เป็นกิจกรรมที่นักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติที่บ้านได้
          จังหวัดสุรินทร์   มีพื้นที่ที่เหมาะในการปลูกพืชผักได้ตลอดปี   สภาพดินบริเวณแปลงเกษตรเป็นดินเหนียวเพราะนำดินที่ขุดจากสระมาถมพื้นที่แปลงเกษตร   ได้ปรับปรุงแก้ไขโดยใส่แกลบสดแกลบเผา  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  สภาพของดินดีขึ้น   ในช่วงหน้าฝนปลุกข้าวโพด   มะเขือ   ถั่ว    ปลายฤดูฝนปลูกพืชผักตามฤดูกาล   นักเรียนที่ปฏิบัติการปลูก   ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่   5  ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่   3   โดยแบ่งแปลงให้แต่ละชั้นรับผิดชอบ
        ในการปฏิบัติหน้าที่ปลูกในช่วงฤดูฝนให้เด็กนักเรียนชั้น   ม. 1 - 3  ลงปฏิบัติ   ส่วนชั้น  ป. 5 - 6   ลงปฏิบัติช่วงปลายฤดูฝน   ขณะลงปฏิบัติงานให้ครูบาอาจารย์ประจำชั้นช่วยควบคุมดูแลโดยแบ่งให้รับผิดชอบแปลงละ   2 - 3   คน  ปลูกผักหมุนเวียนตลอดปีการศึกษา
       กิจกรรมการปลูกสวนครัวปลอดสารพิษฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบ  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  รู้จักช่วยเหลือเพื่อน    มีความรู้ความเข้าใจวิธีการปลูกผักปลอดสารพิษ  รู้จักใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นให้เกิดผลกำไรและสามารถนำไปปฏิบัติที่บ้านได้

   การปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษทำให้ชีวิตปลอดภัยจากสารเคมี  ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว   นักเรียนสามารถนำไปปฏิบัติที่บ้านเป็นแบบอย่างในที่สาธารณะได้
การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชผัก เพื่อให้ได้ผลผลิตพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ควรใช้หลาย ๆ วิธี ผสมผสานกัน ทั้งวิธีกล การใช้สารชีวินทรีย์ สารธรรมชาติ และสารเคมีร่วมกันในการป้องกันกำจัดควบคู่กันไปกับการจัดการที่ดี
การเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรเก็บในระยะที่มีอายุแก่เหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผัก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณค่าทางอาหาร รสชาติ และรูปพรรณรูปร่าง สีสัน ความสุกเหมาะสมและดีที่สุด เมื่อถึงมือผู้บริโภค การเก็บเกี่ยวควรทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้เกิดร้อยช้ำ รอยขีดข่วน เพื่อรักษาคุณภาพให้ดีที่สุด การสูญเสียของพืชผักหลังการเก็บเกี่ยวมีสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขอบเขตอากาศร้อนของประเทศไทย ผักกินใบเป็นผักที่เน่าเสียได้ง่าย โดยเฉพาะหากในระหว่างเก็บเกี่ยวผักมีการ บอบช้ำ ฉีกขาด หรือเป็นแผลจากการเก็บเกี่ยว และการขนย้ายที่ไม่ดีทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้าทำลายง่ายดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียของพืชผักควรต้องมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสมทั้งก่อนการเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยว
การรักษาคุณค่าผลผลิตพืชผักเบื้องต้นในแปลงหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ควรจะรีบนำเข้าที่ร่ม อย่าให้ตากแดด แล้วเร่งระบายความร้อนภายในผลผลิตลง โดยการแผ่ออก อย่าวางสุมทับซ้อนกัน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สวนกล้วยไม้แย้มประยูร จ.พระนครศรีอยุธยา

พระนครศรีอยุธยา 5 ม.ค.-เกษตรกรชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นปลูกกล้วยไม้เพียง 2 ไร่ ได้ผลดีมีลูกค้าทั้งในประเทสและนอกประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนขยายเป็น 100 ไร่   คุณลุงมานิตย์ แย้มประยูร เกษตรกร วัย 76 ปี เริ่มต้นจากใจรักใน กล้วยไม้ ลงทุน ปลูกกล้วยไม้ กับเงินทั้งหมดที่มีอยู่ 4,000 บาท บนที่ดิน 2 ไร่ เพราะความขยัน อดทนทำให้คุณลุงมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถขยายจาก 2 ไร่ เป็น 100 ไร่ พัฒนาขยายสายพันธุ์ใหม่จนสร้างชื่อเสียงระดับโลก สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน   คุณลุงมานิตย์ บอกว่า ปกติ กล้วยไม้ นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือเพาะเมล็ด เพราะทำให้เกิดต้นกล้าจำนวนมาก เติบโตสม่ำเสมอ และปลอดโรคใช้เวลาในการเติบโตแตกต่างกันประมาณ 1 -3 ปี แล้วแต่ชนิดพันธุ์และสูตรอาหาร   ตลาดส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกที่สำคัญ ได้แก่ ตลาดยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เวียดนามและเมียนมาร์ ซึ่งสีสันที่แต่ละภูมิภาคชื่นชอบก็จะแตกต่างกันไป อย่างยุโรปจะชื่นชอบกล้วยไม้สีแดง ส่วนตลาดญี่ปุ่นจะชื่นชอบกล้วยไม้สีม่วง ขณะที่การเปิดประชาคมอาเซียนเป็นอีกโอกาสในการขยายตลาดของ กล้วยไม้ไทย ...
มะละกอต้นเตี้ย แตกกอ ดกสุดๆ อัศจรรย์สุดๆ ปลูกขายได้เหมือน มะละกอ ทั่วไป ผลผลิตเพิ่ม 3 เท่าตัว ความเป็นจริง การปลูกมะละกอ พันธุ์นี้ถ้าคนในวงการเกษตรหรือคนที่อ่านรักษ์เกษตรประจำจะรู้จักกันดีค่ะ ชื่อ มะละกอกลางดง ค่ะ เพราะเจ้าของตั้งชื่อตามตำบลที่อยู่หลังจากที่ได้พันธุ์มาค่ะ มีการเผยแพร่พันธุ์และปลูกกันมานานหลายปีแล้วค่ะ เป็นมะละกอต้นเตี้ยมากค่ะ ที่แปลกยิ่งกว่ามะละกอทุกสายพันธุ์ ก็คือ พันธุ์นี้แตกกอเองโดยสายพันธุ์ค่ะ ต้นหนึ่งจะแตกกิ่งตรงโคนต้นออกมาเป็นจำนวนมากค่ะ แต่เราเลือกไว้เพียง 3-4 กิ่งนะคะ ไม่อย่างนั้นกิ่งมันจะชนกันค่ะ แล้วลูกมะละกอจะไม่ค่อยใหญ่ค่ะ มะละกอพันธุ์นี้เป็นมะละกอที่เหมาะสำหรับทานดิบเพราะเนื้อจะกรอบ อร่อยค่ะ ติดดกมากๆ ปลูกเชิงการค้าได้ค่ะป้อนตลาดส้มตำและมีเกษตรกรที่ปลูกขายกันมาหลายปีแล้วค่ะ ผลสุกทานได้อร่อยเหมือนกันแต่จะสู้พันธุ์สำหรับทานสุกโดยเฉพาะอย่างฮอลแลนด์ หรือ แขกดำไม่ได้ค่ะ วิธีปลูกมะละกอและการให้ผลผลิตเหมือนมะละกอทั่วไปค่ะ รับประกัน ปลูกมะละกอ พันธุ์นี้ไว้ ถามกันทั้งหมูบ้านค่ะ ต้นกล้าเมือก่อนแพงมากค่ะ ตอนนี้มูลค่าไม่แพงล่ะ ปกติขายต้นละ 50 บาทค่ะ

ปรับทำเลไม่ดีทำเกษตรทางเลือก ระวัง!ซ้ำเติมชาวนา!

หากดูข้อมูลตัวเลขผลผลิตข้าวในโลกนี้ของ ผศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เคยตีพิมพ์ วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยในฐานะที่เคยครองแชมป์การส่งออกข้าวไปยังตลาดโลกมายาวนานกว่า 30 ปีนั้น กลับมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำเพียงไร่ละ 447.0 กก. อยู่อันดับที่ 13 ของเอเชีย และอันดับที่ 7 ของอาเซียน             ในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น เวียดนามครองผลผลิตต่อไร่มากที่สุดประมาณไร่ละ 853.0 กก. อยู่อันดับ 4 ของเอเชีย รองจาก เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ตามด้วยอินโดนีเซียไร่ละ 779.2 กก., ฟิลิปินส์ 616 กก./ไร่ มาเลเซีย 592 กก./ไร่ ,ส.ป.ป.ลาว 588 กก./ไร่ และกัมพูชา 454.4 กก./ไร่ ตามด้วยไทย อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยที่ได้ผลผลิตต่ำนั้น เนื่องจากมีการประเมินพื้นที่ทำนาทั่วประเทศ ซึ่งบางพื้นที่เป็นดินที่ขาดความสมบูรณ์ หรือพื้นที่ไม่เหมาะในการที่จะทำนา ที่ได้ผลผลิตต่ำ อาทิ ในพื้นที่ดินเค็มในภาคอีสาน ที่ดินเปรี้ยว ขณะที่การทำนาในเขตชลประทานของไทยโดยเฉพาะเขตลุ่มน้ำเจ้าพระพ...