ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ตอนที่2 วิธีการปลูกมะละกอพันธุ์ไหนดีจึงจะมีตลาดขาย


ตอนที่2 วิธีการปลูกมะละกอพันธุ์ไหนดีจึงจะมีตลาดขาย
-มะละกอพันธุ์ครั่ง เป็นมะละกอดิบหรือส้มตำพันธุ์ใหม่ที่ใช้ยาฆ่าแมลงและใช้เครื่องพ่นยาน้อย และที่มีผู้รายงานข่าวทำข่าวกันมากจนทำให้เกษตรกรปลูกกันในหลายภาค โดยชูจุดดีตรงที่เนื้อกรอบ หอม หวาน อร่อย หลังเก็บจากต้นแล้ว สดอยู่ได้นานกว่าพันธุ์อื่น 5-6 วันก็ยังไม่เหี่ยว และบอกว่าทนทานไวรัสจุดวงแหวนได้ดี(อันนี้จริงเปล่าไม่รู้) แต่ข้อเสียก็คือ ผลมีร่องทำให้เวลาปอกเปลือก เปลือกสีเขียวจะติดอยู่ในร่องนั้น ขูดเส้นยาก ตอนนี้เริ่มมีปัญหาด้านตลาดแต่นักค้นคว้าก็ยังเพิ่งเปิดตัวครั่งพันธุ์ใหม่เนื้อเหลืองไปเมื่อเดือนที่แล้วอีกซึ่งครั่งเนื้อเหลืองจะทำให้เส้นส้มตำน่ากินมากขึ้น นักข่าวประโคมข่าวอีกเช่นเดิมแต่ปัญหาร่องที่ผลจะทำให้แม่ค้ายอมรับได้แค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป

-มะละกอเรดเลดี้ เป็นพันธุ์ลูกผสมจากไต้หวัน ค้าขายพันธุ์โดยบริษัทเครื่องมือการเกษตรเพื่อนเกษตรกร ที่จะเน้นขายในลักษณะต้นกล้า ราคาต้นละ 50 บาท แต่ช่วงหลังก็มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ขายกัน และเพาะกันเอง ต้นที่ได้จะแตกต่างจากรูปพรรณเดิมบ้างแต่ไม่มาก ตลาดรับได้ เรดเลดี้ป้อนตลาดกินสกุ แต่ตลาดก็จำกัด เป็นที่นิยมเฉพาะเขตภาคใต้แต่ก็รับได้ในปริมาณไม่มาก ราคาขายสุกสูงประมาณ 30-50 บาท/กก.ป้อนโรงแรมและขายนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ช่วงมะกอขาดตลาดก็จะมีเรดเลดี้เข้ามาในตลาดบ้าง แต่ราคาขายกลับได้กำไรน้อยกว่าฮอลแลนด์ในตลาดอื่นๆยกเว้นภาคใต้ พันธุ์นี้ปลูกที่อื่นก็ยังต้องส่งไปขายที่ใต้
-มะละกอเรดแคริเบี้ยน เป็นอีกพันธุ์ที่มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเยอะมากๆ(เพราะคนเผยแพร่พันธุ์อยู่ในวงการสื่อ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร)เป็นมะละกอลูกใหญ่ 3-5 กก. ด้วยขนาดลูกที่โตมากจึงเป็นได้แค่มะละกอโรงงาน ที่ราคารับซื้ออยู่ในช่วง 2-5 บาท/กก.เท่านั้น เมล็ดพันธุ์แพง ไม่แน่ใจว่าเม็ดละ 5-7 บาท รึเปล่า
-มะละกอฮาวายหรือซันไรส์ เป็นมะละกอลูกเล็ก ขนาดผล 5-7 ขีด ตลาดค่อนข้างจำกัด ปลูกกันมากในหลายภาค ต้องมีตลาดที่ชัดเจน คนซื้อมีไม่มาก ซื้อป้อนตลาดห้างกับส่งออก ขายตลาดทั่วไปยาก แต่ราคาซื้อ-ขายค่อนข้างสูง กก.ละ 20-25 บาท
-มะละกอขอนแก่น 80 เป็นมะละกอลูกขนาดเล็กที่พัฒนาพันธุ์ขึ้นมาโดยหวังมาแข่งกับฮาวายเพราะขอนแก่น 80 ลูกใหญ่กว่า เนื้อหนากว่า อร่อยกว่า แต่ด้วยความเป็นมะละกอลูกเล็กที่ตลาดเล็กมากๆอยู่แล้วเลยขายไม่ออก ตอนนี้เริ่มหายไปจากตลาดและแทบไม่มีการพูดถึง
จะปลูกมะละกอพันธุ์ไหน ตัดสินใจให้ก่อนดีค่ะ อย่าลืมว่ามะละกอใช้เวลานาน 5-6 เดือนจึงเก็บขายดิบได้ และ 8-9 เดือนจึงเก็บสุกขายได้ วางแผนการตลาดให้ชัดเจน มะละกอทุกพันธุ์ป้อนโรงงานได้ทั้งหมดเพราะโรงงานซื้อทุกชนิด สุดท้ายก็ไปเจอกันที่โรงงานหากคุณหาที่ไปไม่ได้...ขอให้โชคดีค่ะ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สวนกล้วยไม้แย้มประยูร จ.พระนครศรีอยุธยา

พระนครศรีอยุธยา 5 ม.ค.-เกษตรกรชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นปลูกกล้วยไม้เพียง 2 ไร่ ได้ผลดีมีลูกค้าทั้งในประเทสและนอกประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนขยายเป็น 100 ไร่   คุณลุงมานิตย์ แย้มประยูร เกษตรกร วัย 76 ปี เริ่มต้นจากใจรักใน กล้วยไม้ ลงทุน ปลูกกล้วยไม้ กับเงินทั้งหมดที่มีอยู่ 4,000 บาท บนที่ดิน 2 ไร่ เพราะความขยัน อดทนทำให้คุณลุงมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถขยายจาก 2 ไร่ เป็น 100 ไร่ พัฒนาขยายสายพันธุ์ใหม่จนสร้างชื่อเสียงระดับโลก สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน   คุณลุงมานิตย์ บอกว่า ปกติ กล้วยไม้ นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือเพาะเมล็ด เพราะทำให้เกิดต้นกล้าจำนวนมาก เติบโตสม่ำเสมอ และปลอดโรคใช้เวลาในการเติบโตแตกต่างกันประมาณ 1 -3 ปี แล้วแต่ชนิดพันธุ์และสูตรอาหาร   ตลาดส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกที่สำคัญ ได้แก่ ตลาดยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เวียดนามและเมียนมาร์ ซึ่งสีสันที่แต่ละภูมิภาคชื่นชอบก็จะแตกต่างกันไป อย่างยุโรปจะชื่นชอบกล้วยไม้สีแดง ส่วนตลาดญี่ปุ่นจะชื่นชอบกล้วยไม้สีม่วง ขณะที่การเปิดประชาคมอาเซียนเป็นอีกโอกาสในการขยายตลาดของ กล้วยไม้ไทย ...

ปรับทำเลไม่ดีทำเกษตรทางเลือก ระวัง!ซ้ำเติมชาวนา!

หากดูข้อมูลตัวเลขผลผลิตข้าวในโลกนี้ของ ผศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เคยตีพิมพ์ วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยในฐานะที่เคยครองแชมป์การส่งออกข้าวไปยังตลาดโลกมายาวนานกว่า 30 ปีนั้น กลับมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำเพียงไร่ละ 447.0 กก. อยู่อันดับที่ 13 ของเอเชีย และอันดับที่ 7 ของอาเซียน             ในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น เวียดนามครองผลผลิตต่อไร่มากที่สุดประมาณไร่ละ 853.0 กก. อยู่อันดับ 4 ของเอเชีย รองจาก เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ตามด้วยอินโดนีเซียไร่ละ 779.2 กก., ฟิลิปินส์ 616 กก./ไร่ มาเลเซีย 592 กก./ไร่ ,ส.ป.ป.ลาว 588 กก./ไร่ และกัมพูชา 454.4 กก./ไร่ ตามด้วยไทย อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยที่ได้ผลผลิตต่ำนั้น เนื่องจากมีการประเมินพื้นที่ทำนาทั่วประเทศ ซึ่งบางพื้นที่เป็นดินที่ขาดความสมบูรณ์ หรือพื้นที่ไม่เหมาะในการที่จะทำนา ที่ได้ผลผลิตต่ำ อาทิ ในพื้นที่ดินเค็มในภาคอีสาน ที่ดินเปรี้ยว ขณะที่การทำนาในเขตชลประทานของไทยโดยเฉพาะเขตลุ่มน้ำเจ้าพระพ...